เพื่อนบ้านทนไม่ไหว เด็กหญิงลูกครึ่งวัย 4 ขวบ โดนแม่แท้ๆ ทำร้ายร่างกาย

14691605381469160554lเมื่อเวลา 08.00น. วันที่ 22 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามี สมาชิกเฟซบุ๊กโพสต์รูปภาพและข้อความในเพจ ของชาวสมุย โดยเนื้อหาเป็นรูปภาพของเด็กผู้หญิงลูกครึ่งคนหนึ่งอายุประมาณ 4 ขวบ มีแววตาที่ซึมเศร้า ถูกทำร้ายที่ใบหน้าจนเป็นแผลเลือดออกและมีร่องรอยฟกช้ำทั่วร่างกาย พร้อมเขียนบรรยายว่า “เห็นแล้วน่าสงสารมากแม่ใจร้ายตีลูกบอบช้ำ ผู้ใหญ่ใจดีพามาฟ้อง มีทางไหนพอช่วยได้บ้างคะ” หลังจากมีการเผยแพร่ออกไป ทำให้มีผู้คนมาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ได้ต่อว่าแม่ของเด็กผู้หญิงและบางส่วนอยากให้เจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือน้องคนนี้โดยด่วนต่อมาผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังผู้ที่โพสต์ข้อความนี้ทราบว่า เด็กผู้หญิงคนนี้ชื่อน้องมินนี่ อายุประมาณ 4 ขวบ เป็นลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย อาศัยอยู่กับแม่คนไทย อายุ 35 ปี และยังมีน้องต่างบิดาอีก 1 คนเป็นอายุ 8 เดือนเป็นลูกครึ่งไทย-จีน มาเลเซีย อาศัยอยู่ในห้องเช่ารวม 3 คน แม่กับลูก บริเวณปากซอยพูลสวัสดิ์ ม.3 ต.บ่อผุด ส่วนพ่อของเด็กทั้งสองคนนี้ได้เลิกลากับแม่กันไปแล้ว จากการสอบถามยังทราบอีกว่า น้องมินนี่มักจะถูกแม่แท้ๆ ดุด่าและตีเป็นประจำจนร่ายกายฟกช้ำ น้องมินนี่ จะอาศัยอยู่แต่ในห้องเช่า ไม่ค่อยออกมาวิ่งเล่นบ่อยนัก และก็ไม่ได้เรียนหนังสืออีกด้วย

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 ก.ค. เพื่อนบ้านพบเห็นว่าน้องมินนี่ มีบาดแผลฟกช้ำตามร่างกาย และทนที่จะเห็นน้องมินนี่ถูกแม่ทำร้ายร่างกายไม่ไหว ได้นำตัวน้องมินนี่ไปแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ่อผุด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งตัวน้องมินนี่ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเกาะสมุย

ล่าสุดทราบว่าขณะนี้ทางโรงพยาบาลเกาะสมุย ได้รับตัวน้องมินนี่ ไปทำการรักษาอาการบาดเจ็บตามร่างกาย และดูแลสภาพจิตใจของน้องมินนี่แล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสอบปากคำแม่ของน้องมินนี่ และยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา

ที่มา>>>ข่าวสด

อินเดียรุมประณาม 2นศ.เล่นโยนหมาจากหลังคาตึก พอถูกจับก็ได้ประกันตัวเลย

บีบีซีรายงานวันที่ 6 ก.ค. ว่า นักศึกษา 2 คนของอินเดีย ในเมืองเชนไน ถูกจับกุมแล้ว หลังจากมีคลิปเผยแพร่ไปทั่วโลกออนไลน์ นาทีโยนสุนัขตัวผอมลงมาจากหลังคาตึก จนสุนัขร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ขณะที่สองคนนี้ถ่ายคลิปเล่นสนุกกัน เป็นเรื่องที่ผู้ก่อเหตุถูกประณามอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเมื่อนักศึกษาสองคนนี้ได้ประกันตัวออกไป ผู้คนยิ่งโกรธแค้นหนัก

 สำหรับสุนัขเคราะห์ร้ายตัวนี้โชคยังดีที่ไม่ตาย มีผู้พบมันในสภาพเดินไม่ได้ เนื่องจากบาดเจ็บหนัก แต่มันยังกระดิกหางให้คนที่ช่วยเหลือมันอย่างน่าเอ็นดูและน่าสงสาร ศรวัน  กฤษณัน นักรณรงค์สิทธิสัตว์ผู้ช่วยเหลือสุนัข กล่าวว่า ตอนนี้ทีมช่วยเหลือตั้งชื่อสุนัขว่า ภัทร หมายถึง น่ารัก ประเสริฐ ภาพ  SHRAVAN KRISHNAN

นายศรวันเขียนในเฟซบุ๊กว่า ผิดหวังมากที่ผู้ก่อเหตุได้รับการประกันตัวแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงวันด้วยซ้ำ  ถือเป็นวันมืดมนสำหรับสวัสดิภาพสัตว์ของอินเดีย อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า กฎหมายของอินเดีย มีบทบัญญัติลงโทษผู้ทำร้ายสัตว์บาดเจ็บสาหัส สูงสุดคือจำคุก 5 ปีผู้ช่วยเหลือสุนัข ภาพจาก  SHRAVAN KRISHNAN

ก่อนหน้านี้ ชาวเน็ตอินเดียช่วยกันระบุตัวตนของนักศึกษาที่ก่อเหตุด้วยการแชร์ภาพกันต่อไปเรื่อยๆ ส่วน สมาคมมนุษยธรรมแห่งอินเดีย เสนอตั้งเงินนำจับ 1 แสนรูปี หรือราว 52,000 บาท กระทั่งพบตัวในที่สุด

ที่มา>>>ข่าวสด

สุดเวทนา! 2 ตายายลูกหลานทิ้งต้องรับจ้างเกี่ยวหญ้า-หาปลา อาศัยเพิงกลางป่าไร้น้ำ-ไฟฟ้า

 เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อว่า ข้าวปั้น ณ.เสร็น โพสต์ข้อความเรื่องราวการช่วยเหลือ 2 ผู้เฒ่า ซึ่งข้อความระบุว่า “คุณตากับคุณยายไม่มีอะไรเลยค่ะ แม้แต่เงินก็ไม่มี โทรศัพท์มือถือ-ไฟฟ้า ก็ไม่มีใช้ เวลาคุณยายเจ็บป่วยคุณตาต้องไปยืมโทรศัพท์เพื่อนบ้านโทรให้รถมารับ ตากับยายอยู่กันแค่ 2 คน มีที่นอนเก่าๆ ขาดๆ บ้านก็พอบังแดดได้ แต่เวลาฝนตกตากับยายต้องหาที่หลบฝน เพราะหลังคามันรั่วเยอะ เสื้อผ้าก็ไม่มีใส่ อาหารก็ไม่มีกิน ตาเป็นคนพิการทางด้านการเคลื่อนไหว ก่อนกลับเลยซื้อนม ซื้ออาหารไว้ให้แกพอกินไปก่อน บ้านทำนบ ต.เทนมีย์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ใครอยากช่วยไปช่วยได้น่ะค่ะ หรือบริจาคเป็นสิ่งของ เครื่องใช้ก็ได้ค่ะ” ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่บ้านทำนบ ต.เทนมีย์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งต้องเดินทางเข้าไปในป่าลึก เกือบ 1 กิโลเมตร ไปถึงพบเป็นกระท่อมไม้เก่าทรุดโทรมใกล้พุพังทลาย ได้ทุกเมื่อ พอบังแดดได้ แต่ไม่สามารถกัน ฝน-ลมได้ หลังคามีรูรั่วทั้งหลัง ฝาบ้านใช้สังกะสีเก่าๆ มาแปะไว้ แต่ก็ไม่สามารถต้านแรงลมและแรงฝนที่สาดเข้ามาได้ บริเวณรอบๆบ้านไม่มีแม้แต่โอ่งเก็บกักน้ำไว้กินไว้ใช้ ที่หลับที่นอนผุพังเสื่อมโทรมมาก เพราะยามฝนตก ข้างในบ้านก็จะเปียกทุกอย่าง อุปกรณ์ประกอบอาหารมีเพียงหม้อเก่าๆ ไว้ทำกิน ส่วนเครื่องปรุง ข้าวสาร อาหารแห้ง ก็มักจะโดนมือดีขโมยไปหมดจนไม่เหลืออะไร มีวิทยุพลังงานแสงอาทิตย์ 1 เครื่องภายในเพิงพบคุณตา ชื่อนายเลือย ทองใสศร อายุ 66 ปี กำลังใช้วอร์คเกอร์อลูมิเนียม เดินไปหาวัสดุหุงหาอาหาร โดยก่อไฟจากเตาถ่านในแต่ละวัน นางอำนวย สูงเจริญ อายุ 62 ปี จะออกไปรับจ้างเกี่ยวหญ้าให้วัวของเพื่อนบ้าน ได้วันละ 100 บาท หากวันไหนไม่มีงาน ก็จะมานั่งเหลาทางมะพร้าวเพื่อจำหน่ายในกิโลกรัมละ 14 บาท 1 เดือนได้ประมาณ 1-2 กิโลกรัม และนายเลือยจะออกไปหว่านปลาในสระเพื่อมาจำหน่ายและทำกินในครัวเรือน เสร็จจากหว่านปลา จะนั่งสานแหเพื่อจำหน่าย ได้ผืนละ 600  บาท ต่อมาทาง ทีมอาสาสมัคร สมาคม วี.อาร์. กู้ชีพสุรินทร์ ข้าวของเครื่องใช้ และที่นอนใหม่ ที่รับมาจากผู้ใจบุญที่ร่วมบริจาคมาเปลี่ยนให้ใหม่แทนที่ตัวเก่า ซึ่งโทรมมากแล้วและนำผ้าใบมาคลุมหลังคาให้ พอกันฝนได้ จากนั้นทีมอาสาสมัครสมาคมวี.อาร์. กู้ชีพสุรินทร์ รวบรวมเงินเพื่อช่วยเหลือตายายได้จำนวนหนึ่ง เพื่อไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน น.ส.จิราพร แสนเมือง พนักงานวิทยุสื่อสาร สมาคมวีอาร์กู้ชีพสุรินทร์ กล่าวว่า คุณตาได้ยืมโทรศัพท์เพื่อนบ้านโทรไปขอความช่วยเหลือจาก โรงพยาบาลสุรินทร์ ว่าคุณยายป่วยหนักทางโรงพยาบาลก็เลยสั่งการให้ตนไปรับ พอมาถึงจุดหมายกลับหาบ้านผู้แจ้งไม่เจอ ตนวนหาตั้งหลายรอบจนถอดใจแจ้งไปทางโรงพยาบาล ว่า ไม่พบบ้านผู้แจ้ง พอดีขากลับตนเห็นผู้ชายสูงวัยยืนอยู่ข้างถนน จึงได้หยุดรถสอบถามหาบ้านที่ผู้แจ้งระบุไว้ หลังจากได้สอบถามถึงรู้ว่า ผู้ชายคนนี้ที่เป็นผู้แจ้งเอง ตนก็เลยได้คุณตาปั่นจักรยานนำทางมาบ้าน ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในป่า และพบคุณยาย ซึ่งกำลังนอนป่วยหนัก ตนจึงนำส่งโรงพยาบาล แต่คุณตาขอว่าไม่ต้องไปโรงพยาบาลได้ไหม เพราะความจน ถึงขนาดไม่มีเงินติดตัวสักบาท แต่ตนก็พยายามหาทางช่วยเต็มที่ โดยการขอความร่วมมือจากทีมอาสากู้ภัย คนละเล็กละน้อย ช่วยค่าอาหารคุณตา หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ตนและเพื่อนๆที่ได้ไปเห็นสภาพบ้านของ 2 ผู้เฒ่าแล้ว จึงปรึกษากันเพื่อหาทางช่วยเหลือ และวันนี้ก็ได้รับบริจาคของหลายอย่างจากสื่อสังคม  ออนไลน์มาให้ 2 ตายาย ได้ประทังชีวิต นางอำนวย เล่าว่า วันไหนที่ฝนตก ตนก็จะเข้าไปหลบอยู่ใต้เตียงนอน ซึ่งบริเวณในบ้านจะเปียกหมด แม้กระทั่งที่นอนเองก็เปียก เพราะหลังคามีรูรั่วไม่มีชิ้นดีเลย ตนรู้สึกกลัวมากเมื่อฝนตกหนักและมีลมแรงๆ ในวันนี้มีน้องๆ จากอาสากู้ภัยสุรินทร์มาช่วยเหลือตน ตนรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก ซึ่งในชีวิตไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากใครมาก่อน ตนมีลูกอยู่ 3 คน ตั้งแต่เรียนจบ ลูกๆก็เข้าไปทำงานที่กรุงเทพทั้งหมด ไม่เคยติดต่อมาหาตนเลย ตนอยู่ที่นี่มาหลายสิบปีแล้ว บ้านเลขที่ก็ไม่มี ไฟฟ้า น้ำประปา ก็ไม่มีใช้ ตนต้องเดินทางระยะไกลเพื่อไปขนน้ำมากินใช้ ซึ่งไปแต่ละครั้งก็เอามาได้แค่ไม่กี่ขวด เพราะสุขภาพของตนก็ชรามากแล้ว ส่วนตาก็โดนรถจักรยานยนต์ชนขาหักเมื่อหลายปีก่อน สภาพออดๆ แอดๆ เดินเหินไม่สะดวก และเจ็บปวดบ้างเป็นบางครั้ง เวลาเจ็บปวดก็ใช้ยานวดมาทางบริเวณเจ็บเพื่อบรรเทาอาการ แต่ละวันตนจะออกไปรับจ้างเกี่ยวหญ้าให้วัวซึ่งได้เพียงวันละ 100 บาท แต่ก็ไม่ได้มีงานเป็นประจำ ว่างจากงานเกี่ยวหญ้า ก็จะมานั่งเหลาทางมะพร้าว ซึ่งหนึ่งเดือนจะได้แค่ 1-2 กิโลเท่านั้น จะมีคนมารับซื้อถึงบ้าน กิโลกรัมละ 14 บาท

นายเลือย กล่าวว่า ทุกวันตนจะออกไปหว่านแห หาปลา เพื่อมาประกอบอาหาร และที่เหลือก็จำหน่าย หากได้เยอะก็เหลือไว้ขาย ได้เงินประมาณ 60-80 บาท ซึ่งตนมีเพื่อนอยู่หมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อนตนให้ไปหว่านแหที่สระและให้แบ่งกันกิน เงินที่ใช้ทุกวันก็มาจากการออกไปหาปลามาขาย สานแหขาย ได้ 600 บาท แต่จะใช้เวลานานกว่าจะขายแหมา 1 ผืน และเบี้ยยังชีพของตนจะได้ 1,400 บาท ส่วนของยายได้ 600 บาท

จึงขอวอนผู้มีจิตศรัทธาช่วยเหลือข้าวสารอาหารแห้งหรือสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน หรือบริจาคเงินช่วยเหลือผ่านบัญชี ชื่อบัญชี นายเลือย ทองใสศร เลขที่บัญชี 664-016059-1 ธนาคารกรุงเทพ สาขา เทสโก้โลตัส สุรินทร์ หรือโทรติดต่อสอบถามที่ ผู้ใหญ่บ้านทำนบ ผู้ใหญ่ตุ้ม โทร 081-976-8577

ที่มา>>>ข่าวสด

“ผมกับสถานบำบัด” จีโน่ อดีตดาราเด็ก เริ่มบำบัดยาเสพติด เขียนเล่าประสบการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากอดีตดาราเด็กชื่อดัง จีโน่ ชูทส์ ซึ่งเคยเป็นดาราเด็กที่โด่งดังในช่วงวัยเด็ก ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Jino Schutz เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยยอมรับว่า ติดยาเสพติด และได้เขียนถึงเรื่องราวในวัยเด็ก การอยู่ในสถานะดารา ต้องทำงาน และความกดดันจนทำให้หันไปหายาเสพติด ซึ่งหลังจากนั้น จีโน่ ได้เข้ารับการบำบัดในสถานบำบัด และได้เขียนถึงการอยู่ในสถานบำบัด Part 1. “ผมกับสถานบำบัด”  เรามาคุยเรื่องสถานที่บำบัด คนที่มาบำบัด และค่าใช้จ่ายกันดีกว่า เพราะมีคนถามมาเยอะ ตอนแรกที่ผมเข้ามา ผมนึกว่าจะมีคนติดยาติดเหล้าเหมือนผม แต่จริงๆแล้ว หลากหลายมากจะมีตึกประมาณห้าตึก จะมีสถานีคนที่ป่วยทางจิตแบบธรรมชาติ(คือแต่เกิด) ตึกสำหรับเด็ก เด็กสำหรับวัยรุ่น ตึกสำหรับคนมีอายุ และตึกที่คนไข้มาไวไปไว  และแต่ล่ะตึกจะแบ่งเป็นสถานี ผมอยู่ตึกคนมีอายุ (คือเลยวัยรุ่นไปแล้ว) ตอนที่ผมเข้ามาผมเตรียมตัวเจอคนที่ติดยาเหมือนผม แต่ที่ไหนได้ ทุกคนมีปัญหาแต่งตากกันไป อายุแตกต่างกัน ตั้งแต่ 19 ถึง 54 เราเหมือนสังคมเล็กๆสังคมนึง ที่มีปัญหาต่างกัน

มีคนติดยาแบบผมสี่ห้าคน ที่เหลือมีโดนทำร้ายร่างกายบ้างจากทางบ้าน โดนผัวซ้อม โดนพ่อซ้อม แล้วกลายเป็นคนกลัวคนภายนอก ไม่กล้าเข้าใกล้ใคร อันนี้เพื่อนคนไข้คนนึงที่เข้ามาพร้อมผมหน้าตาช้ำมาเลย และ หลังจากคุยกันสองวัน เธอคือดาราหนังโป๊ เธอมีโรค อานาร๊อกเซียด้วย คือกินน้อย (ถ้าผมเข้าใจผิดแก้ให้ผมด้วย)

บางคนเป็นบูลีมี่ซึ่งผมก็เป็นหลังผมลดน้ำหนัก นี่คือกลุ่มคนที่หลังจากกินต้องล้วงคออ้วกเพราะไม่เคยพอใจกับน้ำหนัก กับ หุ่นตัวเอง เธอกินและอ้วกวันล่ะสามครั้ง เธอหมดเงินกับการกินแต่ก่อน เกือบวันล่ะ 6000พันบาท!!! จนเธอมีหนี้สิน เริ่มขายบริการ เริ่มขายตัว เริ่มไปอยู่ในวังวนปาร์ตี้เซ็ก ที่เธอไม่อยากทำ แต่เพราะเธอต้องการเงิน เพื่อ ที่จะกิน และอ้วก.. คนที่ไม่เป็นจะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็น แต่นี่คืออาการทางประสาทอย่างนึง บางวันเธอมานั่งร้องไห้กับผมแล้ว ถามว่าเมื่อำไหร่ชั้นจะหลุดจากวังวนนี้

ตัวผมซึ่งก็เป็น เราจะถามกันทุกวันว่า วันนี้เธออ้วกกี่รอบ กรดในกระเพาะออกมาไหม ซึ่งไม่ใช่การสนทนาที่คนปรกติเข้าใจ เราเลยนัดกันว่าหลังจากกินข้าวเราออกไปเดินเล่นด้วยกันเลยดีกว่า ห้ามเข้าห้องน้ำไปล้วงคออ้วกนะ..คืนแรกที่ผมไปนอน ผมต้องนอนกะคนไข้อีกสองคน ซึ่งเป็นผช (อันนี้แน่นอน) ตอนผมเข้ามาในห้องผมรู้ว่าห้องกลิ่นเหงื่ออับมาก ต้องมีคนติดยาหนักในนี้แน่ๆ เพราะ หมอจะให้ยาแล้วพยายามไล่เหงื่อออก ซึ่งผมเห็นเค้านอนใส่เสื้อโค้ตในซัมเมอร์ ข้างนอก30องศา พอเค้าถอดเสื้อจะอาบน้ำ ผมเห็นรอยข่วนตามตัวเค้า เพราะเค้าอยากยา เลือดไหลออกมา แผลเป็นสะเก็ดบ้าง หรือแผลใหม่บ้าง หน้าซีด…

ส่วนอีกคนที่อยู่ในห้องมีปัญหากับภรรยา ภรรยาไม่ให้พบหน้าลูกและตัวเองเหมือนชีวิตหมดสิ้นทุกอย่าง เพื่อนคนไข้คนอื่นบอกว่าเค้าพยายามฆ่าตัวตายหลายรอบ บางทีตอนกินข้าวเค้าหยิบมีดเพื่อที่จะหั่นข้อมือตัวเอง… พรุ่งนี้ผมจะเล่าอาการคนอื่นๆอีก หลายๆคนอาจถามว่าทำไมถึงไม่เอาคนติดยามาอยู่ด้วยกันหมด… ส่วนตัวผมคิดว่าหมออยากให้เราเห็นปัญหาของคนอื่นด้วย.. จะได้รู้ว่านอกจากปัญหาเราแล้ว มันยังมีปัญหาอื่นอีก และให้ทุกคนเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน วันนี้พอแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้จะเล่าชีวิตความเป็นอยู่ว่าวันๆทำอะไรบ้าง และคนไข้คนอื่นอาการเป็นยังไง ผมจะอัพทุก หนึ่งทุ่มถึงสองทุ่มทุกวันนะครับ.. จีโน่ ชูทส์”

?#?ผู้ที่อยู่ในสถานบำบัดคนนึง? ?#?แชร์ได้แม่ไม่ว่า? ?#?แชรคนที่คุณอยากให้ดีขึ้น?

ที่มา>>>ข่าวสด

“ธรรมกาย” โพสต์ชื่นชม “เจ้าสัวบุญชัย” เป็นต้นแบบความดี

 เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก เรารักธรรมกาย โดย สราวุฒิ สุขสาม #เรารักพี่ใหญ่ โพสต์ภาพ นายบุญชัย เบญจรงคกุล เจ้าสัวหมื่นล้าน ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ขณะทำความสะอาดศาลาภายในวัดพระธรรมกาย ร่วมกับลูกศิษย์คนอื่นๆ พร้อมข้อความ “#นี่คือพี่ใหญ่ ของพวกเรา พี่ใหญ่ เป็นต้นบุญต้นแบบมานานพอสมควร ผมเชื่อว่า น้อยคนนักที่จะได้ทำเหมือนพี่ใหญ่ พี่ใหญ่ทำให้เราดู น้องๆรุ่นหลังควรดูพี่ใหญ่ไว้ พี่ใหญ่ผ่านบททดสอบมาก่อน กว่าจะเป็นพี่ใหญ่บุญชัย ผมชอบฟังพี่ใหญ่คุยมากๆ Cr.สราวุฒิ สุขสาม #เรารักพี่ใหญ่” ซึ่งก็มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นและกดไลก์เป็นจำนวนมาก

ที่มา>>>ข่าวสด

สาวประกาศตามหาพ่อแม่ชาวร้อยเอ็ด หลังเอามาทิ้งที่ร้านส้มต้มที่สุราษฎร์ฯเมื่อ 25 ปีก่อน

 เมื่อวันที่ 31 พ.ค. บ้านปรายหริก หมู่ที่ 2 ต.เคียนซา อ.เคียนซา จ.หวัดสุราษฎร์ธานี ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตลาดนัด เพื่อพบกับน.ส.สมพร สุทธิ์สนธิ์ อายุ 29 ปี เนื่องจากน.ส.สมพรได้ประกาศตามหาบิดาและมารดาผ่านทางโซเชียลเฟซบุ๊กจนกลายเป็นข่าวโด่งดัง

น.ส.สมพรกล่าวว่า เท่าที่จำความได้เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ตนกับน้องชายอีกคนได้ติดตามนายบุญมี สุทธิ์สนธิ์ ชาวร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นพ่อ และนางสมหมาย ไม่ทราบนามสกุลและเป็นใบ้ ซึ่งเป็นแม่ มาทำงานรับจ้างทั่วไปในพื้นที่ อ.เคียนซา และพ่อแม่ได้ฝากตนกับน้องชายไว้กับนางวิไลวรรณ ยันต์ศรี อาชีพแม่ค้าขายส้มตำไก่ย่าง “จากนั้นพ่อแม่ก็หายไปจนไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย ตอนนี้หนูอยากเจอพ่อกับแม่มาก เนื่องจากคิดถึงและเป็นห่วง ซึ่งหนูไม่เคยรู้สึกโกรธหรือเกลียดทั้งคู่เลยที่ทิ้งไป และอยากให้พ่อกับแม่มาเซ็นชื่อรับรองบุตร เพื่อที่จะขอทำบัตรประชาชนให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะปัจจุบันยังไม่มีบัตรประชาชนเลย”น.ส.สมพรกล่าว

น.ส.สมพรกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยเดินทางไปที่จ.ร้อยเอ็ด เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยคัดทะเบียนราษฎร์ให้พบว่ามีชื่อของนายบุญมี สุทธิ์สนธิ์ แต่ไม่ใช่พ่อของตน จึงอยากวอนสื่อช่วยติดตามหาพ่อและแม่ให้อีกทางหนึ่ง หรือถ้าใครพอที่จะรู้จักพ่อและแม่ของตนขอความกรุณาโทรแจ้งมาที่เบอร์ 061-4596188 เพราะอยากเจอพ่อกับแม่มาก

ที่มา>>>ข่าวสด

ร้านสะดวกซื้อเมืองอุบลฯ ติดตั้งเครื่องซื้อขวดพลาสติก หวังลดปริมาณขยะ

ไอเดียดี! ร้านสะดวกซื้อ จ.อุบลราชธานี ติดตั้งเครื่องซื้อขวดพลาสติกอัตโนมัตินำร่องที่สาขาหน้ารพ.สรรพสิทธิประสงค์-ซ.บ่อนไก่ เปิดรับซื้อ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป หวัง ช่วยตอบแทนสังคม ลดปริมาณขยะ ลดภาวะโลกร้อน

วันที่ 26 พ.ค.59 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอุบลราชธานี เดินทางเข้าสัมภาษณ์ นายไพบูลย์ จงสุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทยิ่งยงมินิมาร์ท จำกัด ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ 7-11เขตอีสานใต้ หลังได้ลงประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊กของตน ถึงโครงการติดตั้งเครื่องรับซื้อขวดพลาสติกอัตโนมัติหน้าร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น แลกคูปองเงินสดไปใช้แลกซื้อสินค้าในร้านสะดวกซื้อของตน

นายไพบูลย์ เผยว่า ตนทำธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-11 เขตอีสานใต้ 4 จังหวัด คือ อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ รวม 165 สาขา ตั้งแต่ปี 2536 และตนต้องการตอบแทนสังคม ประจวบเหมาะกับตนมาเห็นนวัตกรรมผลงานประดิษฐ์ของ นายอนน เชาวกุล ซึ่งเป็นคนอุบลราชธานีด้วยกัน ที่คิดค้นประดิษฐ์เครื่องรับซื้อขวดน้ำพลาสติกอัตโนมัติ ตนจึงติดต่อให้ประดิษฐ์เครื่องดังกล่าวให้ เพื่อนำไปติดตั้งไว้ที่หน้าร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น ซึ่งเครื่องดังกล่าวมีราคาต้นทุนการผลิตเครื่องละ 120,000 บาท เบื้องต้นจึงสั่งผลิต 2 เครื่อง เพื่อติดตั้งไว้ที่หน้าร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น สาขาหน้าโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์อุบลราชธานี และอีกสาขาที่ซอยบ่อนไก่ ถนนสุขาอุปถัมภ์ ต.ในเมือง อ.เมืองอุบลราชธานี ซึ่งเป็นสาขาที่อยู่ในชุมชน เป็นการนำร่องก่อน โดยเริ่มติดตั้งและเปิดรับซื้อ ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.59 นี้ เป็นต้นไป คาดว่าจะได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี เพราะหลังจากตนนำโครงการดังกล่าวลงประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียล ก็มีผู้นำไปแชร์และสอบถามเข้ามาเป็นอย่างมากโฉมหน้า เครื่องซื้อขวดพลาสติก หวังลดปริมาณขยะ

สำหรับเครื่องรับซื้อขวดน้ำพลาสติกอัตโนมัตินี้จะรับขวดเปล่าขนาดเล็ก 0.6-0.7 ลิตร จำนวน 10 ขวด มูลค่า 1 บาท และขนาด 1.5 ลิตร จำนวน 5 ขวด ราคา 1 บาท เช่นกัน โดยจะเป็นสลิปคูปองเงินสดออกมาจากเครื่อง เพื่อให้ไปใช้แลกซื้อสินค้าภายในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ร้านใดก็ได้ในเขตอีสานใต้ ซึ่งสามารถสะสมยอดเงินไว้ได้โดยป้อนหมายเลขโทรศัพท์ลูกค้าไว้ หรือหากลูกค้าไม่อยากได้คูปองเงินสด แต่อยากเปลี่ยนเป็นการทำบุญ ที่เครื่องก็มีรายการให้เลือกว่าจะนำเงินค่าขวดเปล่าไปบริจาคทำบุญให้เด็กยากไร้ เด็กพิการ หรือวัดต่างๆ ได้เช่นกัน

นายไพบูลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนทำธุรกิจเติบโตขึ้นมาได้ เพราะคนในสังคมช่วยเหลือ จึงอยากตอบแทนสังคม และร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การติดตั้งเครื่องรับซื้อขวดน้ำพลาสติกอัตโนมัติ ถือเป็นการให้ประชาชนช่วยกันลดปริมาณขยะ และช่วยลดโลกร้อน หากได้รับกระแสตอบรับที่ดี ก็จะกระจายไปตามสาขาต่างๆ ให้ครอบคลุมและเข้าถึงลูกค้าทุกพื้นที่ต่อไป

ที่มา>>>Thairath

หนุ่มสารภาพ ลักยกทรง-กกน.หญิงสาวสิงห์บุรี เอาไปใส่เอง อึ้ง!ของกลางเต็มบ้าน

จับแล้ว หนุ่มลักยกทรง-กางเกงในหญิงสาวในสิงห์บุรี ตร.บุกค้นพบของกลางเต็มบ้าน ตามไปรวบตัวถึงที่ทำงานในอ่างทอง ด้านเจ้าทุกข์ไปดูของกลางหลายราย รวมทั้ง 2 สาว, ถึงกับอึ้ง! เมื่อหนุ่มสารภาพว่าเอาไปใส่เอง…

จากกรณีที่ นางสาวเจมจิรา คุ้มภักดี และ นางสาวเกษรา พรหมสี สองพี่น้องผู้เสียหายจากร้านเสริมสวย”รักผมมั้ย” ในพื้นที่ ต.บางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ได้ลงภาพนิ่งจากกล้องวงจรปิดในเพจเฟซบุ๊ก “สิงห์บุรีทันข่าว” ว่ามีขโมยหื่นเข้ามาขโมยเสื้อใน-กางเกงในที่ตากไว้ข้างบ้าน และชุดชั้นในทั้งสองคนนั้นหายมาหลายครั้งแล้ว แต่กล้องวงจรปิดไม่สามารถจับภาพได้

จนต่อมากล้องวงจรปิดสามารถจับภาพคนร้ายที่ขโมยชุดชั้นในได้ และได้นำภาพผู้ต้องสงสัยไปมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.เมืองสิงห์บุรี แล้ว เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2559 (สาวเสริมสวยผวา! หื่นโรคจิต ขี่รถจอดข้างร้าน ลัก กกน.แล้ว 3 รอบ) ที่ไทยรัฐออนไลน์ เสนอไปนั้นเสื้อชั้นใน และกางเกงในจำนวนมากที่ถูกขโมยมากองเป็นพะเนิน

ล่าสุด วันนี้ 25 เม.ย. 59 เวลา 17.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองสิงห์บุรี นำโดย พ.ต.ท.มานพ สาระวัน สว.สส.สภ.เมืองสิงห์บุรี ลงพื้นที่เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ม.3 ต.ต้นโพธิ์ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ซึ่งมีการแจ้งเบาะแสจาก นายไพรเวช ม่วงไหม ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 ต.ต้นโพธิ์ โดยระบุว่า หลังจากทราบข่าวก็ได้มีการเฝ้าสังเกตการณ์ และเห็นรูปผู้ต้องสงสัยที่เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนมาให้ดูคล้ายกับลูกบ้านของตน ชื่อ นายสายัณห์ คงสุนทร อายุ 49 ปี จึงแจ้งเบาะแสให้กับตำรวจขอหมายค้นดังกล่าว

จากการตรวจค้นภายในบ้าน พบของกลางเป็นชุดชั้นในผู้หญิงหลากหลายสีเป็นจำนวนมาก ทั้งวางกองกับพื้นชั้น 2 ของบ้าน ซ่อนไว้ในกระเป๋า และแขวนในไม้แขวนตามราวเสื้อผ้าแต่เอาเสื้อคลุมไว้ แต่ไม่พบตัว นายสายัณห์ เจ้าของบ้าน ทราบว่านายสายัณห์ไปทำงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตามไปควบคุมตัวจากที่ทำงาน ซึ่งอยู่เขต จ.อ่างทองเจ้าทุกข์ที่ถูกขโมยมาตรวจดูของกลางในที่เกิดเหตุ

นางวรรณา คุ้มครอง อายุ 51 ปี ชาวบ้าน ม.3 ต.ต้นโพธิ์ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ผู้เสียหายอีกรายให้การว่าตนอยู่บ้านใกล้ นายสายัณห์ ตนสงสัยนายสายัณห์เหมือนกันแต่ยังจับไม่ได้ โดยชุดชั้นในของตนถูกขโมยยกราวไปแล้ว 3 ครั้ง พอได้ข่าวว่าตำรวจมาค้นบ้านนายสายัณห์ จึงตามมาดูและก็พบชุดชั้นในของตนที่ถูกขโมยมาด้วย

ด้าน นางสาวเจมจิรา คุ้มภักดี และ นางสาวเกษรา พรหมสี สองพี่น้องช่างร้านเสริมสวยที่ถูกขโมยชุดชั้นใน และได้แจ้งความไว้ ให้การว่า หลังจากตำรวจได้โทรศัพท์มาบอกตนว่า ได้ไปค้นบ้านผู้ต้องสงสัยพบของกลางเป็นชุดชั้นจำนวนมาก และให้ไปดูของกลางว่ามีของตนหรือเปล่า จึงเดินทางได้ไปดู และพบชุดชั้นในที่หายไปของตนในบ้านหลังดังกล่าวจนท.ควบคุมตัว ผู้ต้องหามาสอบสวน

จากการสอบสวนนายสายัณห์ คงสุนทร ให้การรับสารภาพว่าชอบลักชุดชั้นในจริง และทำมาหลายครั้งแล้ว โดยหลังจากที่ลักได้มาแล้วก็จะนำมาใส่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวผู้ต้องหาส่ง ร.ต.ท.ภูริวัช พึลึก รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองสิงห์บุรี เพื่อดำเนินคดีต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

สอบ วัฒนา ฝืนคำสั่ง คสช. มทบ.11 ทนายร่วมฟัง ก่อนไปศาลทหารต่อ

เจ้าหน้าที่นำตัว “วัฒนา” สอบสวนใน มทบ.11 หลังฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. เคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์งานรัฐบาล ทนายความเข้าฟังด้วย ก่อนไปศาลทหารต่อ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 เม.ย. 59 ที่มณฑลทหารบกที่ 11 (พัน.ร.มทบ.11) ถนนพิชัย แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ทนายความ นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางมาด้วยรถตู้ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นเวลไฟร์ สีขาว ทะเบียน พธ 2222 กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมฟังการสอบสวน นายวัฒนา ที่ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ 39/2557 ว่าด้วยเรื่องห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ นายวัฒนา ผิดเงื่อนไข เนื่องจากพยายามโพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้การบริหารงานของรัฐบาลหลายครั้ง โดยมี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางมาให้กำลังใจด้วยนายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า การสอบสวนในครั้งนี้จะเป็นเรื่องของการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ 39/2557 เรื่องห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งนี้ ในตอนแรกทหารจะนำตัว นายวัฒนา ไปที่กองบังคับการปราบปราม แต่ติดเรื่องการเดินทางจึงนำตัวมาที่ มทบ.11 และนัดหมายกันในเวลา 09.00 น. เพื่อให้มาฟังการสอบสวนด้วย และเมื่อสอบสวนแล้วเสร็จต้องไปที่ศาลทหารต่อ เพื่อประกันตัวหรือปล่อยตัวชั่วคราว โดยเตรียมวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนอำนาจการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น มี 48 วัน หรือ 4 ผัด ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมนั้นขอเข้าร่วมการฟังสอบสวนก่อน.

ที่มา>>>Thairath